นครศรีธรรมราช เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม

นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดหนึ่งที่ความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ศิลปะ ในรูปแบบต่างๆมากมายสามารถทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งศลิปวัฒนธรรมของภาคใต้ซึ่งมีทั้ง แหล่งโบราณสถานที่มีมาเป็นพันๆปี และการรำ, การละเล่นต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด นั้นเป็นเพราะว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และ เจ้าพระยานครน้อย ซึ่งปกครองเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้น นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมือง ทำให้เป็นหัวเมืองใต้ที่มีความสำคัญทางการค้า และสังคม การเมือง ได้อย่างสำคัญมาก ในปี พ.ศ. 2475 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทำให้มีการตั้งเมืองต่างๆให้เป็นจังหวัด ซึ่งเมืองนครศรีธรรมราชก็กลายมาเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างที่เราได้ยินจนถึงปัจจุบัน นครศรีธรรมราชในปัจจุบันนั้นกลายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีสถานที่สำคัญต่างๆมากมาย เช่น พระปฐมเจดีย์, อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆอีกมากมาย ชาวนครศรีธรรมราชมีหลากหลายศาสนา แต่ส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนาอิสลาม ทำให้จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นเป็นอีกจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติอย่างมาก ปัจจุบันจังหวัดนครศรีธรรมราชถือว่ามีความเจริญอย่างมากทั้งด้านการคมนาคมการขนส่งที่มีความสะดวก มีทั้งรถไฟ, เส้นทางถนนหลวงที่เดินทางมาอย่างง่ายดายกว่าสมัยก่อน รวมถึงท่าอากาศยานที่พร้อมให้การคมนาคมเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นไปอย่างง่ายดาย   นอกจากนี้ภายในจังหวัดยังมีวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบต่อกันมายาวนานอย่างเช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีสารทเดือนสิบ โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช ที่ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อ ซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเข้ามาในภายหลัง

เมืองนครศรีธรรมราชหลังยุคสมัย พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงเปลี่ยนเมืองทางใต้อย่างนครศรีธรรมราชให้กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง รวมถึงการนำศิลปวัฒนธรรมมากมายเข้ามา จนทำให้นครศรีธรรมราชกลายเป็นเมืองแห่งศูนย์วัฒนธรรม เป็นเมืองแห่งแรกที่ถ่ายทอดความเป็นวัฒนธรรมไปยังหัวเมืองอื่นๆ จนกระทั่งพระองค์เสร็จสวรรคต ในช่วงประมาณ 1800 ปีก่อน ต่อมาเข้าสู่ยุคของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการแต่งตั้งอุปราช (พัฒน์) บุตรเขยของพระเจ้านครศรีธรรมราช  (หนู) ขึ้นเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ซึ่งก็มีโอกาสเข้ารับราชการจนถึงปลายรัชกาลที่ 2 ก็ทรงลาออกจากตำแหน่งเนื่องด้วยว่าชราภาพมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบริรักษ์ ภูเบศรผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยการทำงานและการบริหารบ้านเมืองที่ดีนั้นจึงทำให้เป็นที่นับถือของชาวเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดเกล้าแต่ตั้งให้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชอย่างเต็มตัว ซึ่งคนทั่วไปก็รู้จักท่านในนามว่า เจ้าพระยานครน้อย เจ้าพระยานครน้อย มีความสามารถและความเก่งกาจ ซึ่งช่วยเป็นผู้เข้าปราบปรามหัวเมืองมลายูได้สำเร็จรวมถึงการร่วมเจรจากับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 2 และ 3 ในขณะนั้นเมืองนครราชธรรมราชจึงกลายเป็นเมืองที่มีอิทธิพลต่อมลายู รวมถึงร่วมการค้ากับทางอังกฤษ นอกจากนี้ยังแผ่อิทธิพลทางการค้าขายและทางการเมือง ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นที่รู้จักในนามเมืองแห่งการค้าขาย อีกทั้ง เจ้าพระยานครน้อย ยังมีความสามารถในด้านการต่อเรือ จนได้รับสมญาว่าเป็น “นาวีสถาปนิก” นี้คือยุคสมันหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากยุคสมัยของ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

เมืองนครศรีธรรมราชในยุคสมัยอยุธยา

ก่อนที่ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงเดินทางเข้ามายังเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ในช่วงสมัยอยุธยาที่รุ่งเรืองมากมีการค้าขายและการขนส่งต่างๆที่สำคัญอย่างมากในตอนนั้น เรียกว่าสมัยอยุธยาเป็นราชธานีนั้นรุ่งเรืองอย่างมาก ในสมัยนั้นคาดว่ามีจำนวนประชากรมากถึง 2 ล้านคนในอาณาจักร อยุธยาจึงขึ้นชื่อเรื่องของเมืองแห่งทอง มีการส่งมอบทองคำมูลค่ามหาศาลให้แก่เมืองอื่นๆมากมาย เช่น หัวเมืองเหนือ อย่างเชียงใหม่, เชียงราย, เชียงแสน และเมืองทางใต้อย่าง นครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาได้ถูกปกครองโดย พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ในช่วงยุคสมัยสุโขทัย นครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความเก่าแก่ของเมือง มีสถานที่โบราณต่างๆรวมถึงบ่งบอกถึงความสำคัญของเศรษฐกิจ สังคม การปกครองในสมัยนั้นจากหลักฐานบอกว่า นครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกว่า 1800 ปีมาแล้ว แต่ก็มีหลักฐานยืนยันว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นอาจจะมีต้นกำเนิดมาในช่วง พุทธศตวรรษที่ 7 มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ถึงความเป็นมาของชื่อจังหวัดคาดว่าชื่อจังหวัดดังกล่าวนั้นอาจเกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยของ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ซึ่งทรงนำความรุ่งเรืองมาสู่ชาวเมืองนครศรีธรรมราชในตอนนั้น  คำว่า”นครศรีธรรมราช” น่าจะมาจากสร้อยพระนามของปฐมกษัตริย์ ผู้ครอง นครศรีธรรมราช คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช คํานี้ แปลความได้ว่า “นครอันงานสง่าแห่ง พระราชาผู้ทรงธรรม” และธรรมของราชา แห่งนครนี้ก็คือ ธรรมแห่ง พระพุทธศาสนา ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ได้สถาปนาพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์ ขึ้นอย่างมั่นคงในนครศรีธรรมราช มีการบูรณะพระเจดีย์เดิม ให้เป็นทรงระฆังคว่ำ ให้เป็นศิลปะที่สวยงาม

อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่อ.เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช เป็นต้นราชวงศ์ ปทุมวงศ์เป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช จากชุมชนเดิมซึ่งมีชื่อเรียกว่า ตามพรลิงค์ บนหาดทรายแก้ว (บริเวณตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จนกลายเป็นนครรัฐหรือเป็นอาณาจักรใหญ่ในคาบสมุทรไทย ก่อนที่จะเข้ารวมอยู่ในราชอาณาจักรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 พระนามกษัตริย์ พระองค์นี้ ปรากฏอยู่ในหลักฐานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลายชิ้น เช่น ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช และจารึกดงแม่นางเมือง ในสมัยอดีตนั้น พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงช่วยให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัยและช่วยทำให้เมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้นอยู่อย่างสงบสุข อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณศรีธรรมาโศกราช บริเวณพื้นที่เรือนจำจังหวัด พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นจนกลายเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองสูงสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 ตัวเมืองนครศรีธรรมราช หรือ “ตามพรลิงค์”ในยุคแรกที่มีการสร้างบ้านแปงเมืองนั้น นักโบราณคดีเชื่อว่าน่าจะตั้งอยู่ที่บริเวณเมืองพระเวียง(ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชปัจจุบัน)  ทั้งนี้เพราะทำเลที่เหมาะในการติดต่อค้าขายทางทะเลมีลำน้ำที่สามารถออกสู่ทะเลได้ (คือคลองสวนหลวง คลองคูพาย และคลองท่าเรือ) ทรงสร้างชุมชนขึ้นเป็นเมืองซึ่งนับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากใหญ่โตเป็นที่สุดเพราะมีปัญหานานัปการในแง่สื่อสารทำความเข้าใจและวิธีการรวมกลุ่มชนอย่างยิ่งการที่สามารถรวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆเข้าด้วยกันแล้วจัดการปกครอง และระบบสังคมเข้าเป็นเมืองได้ ย่อมนับเป็นความสามารถอย่างยิ่ง ชุมชนที่ตั้งขึ้นใหม่นี้เรียกว่า”นครศรีธรรมราช” ซึ่งแปลว่า “นครอันงามสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม”

การทำสงครามกับสังกา

การยกทัพไปตีลังกา 2 ครั้ง ครั้งที่ 1. ยกไปตีลังกาในราวปี พ.ศ. 1750 ในสมัยของพระเจ้าปรักกรมพาหุ กษัตริย์แห่งลังกา ในการรบครั้งนี้ได้รับชัยชนะ เป็นเหตุให้แสนยานุภาพของพระองค์แผ่ไปตลอดแหลมมลายู และเกิดมีอาณานิคมของตามพรลิงก์อยู่ในลังกา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลังกาต้องมอบพระพุทธสิหิงค์ให้ในโอกาสต่อมา และชาวลังกาเรียกพระนามของพระองค์ว่า ชวากะ ครั้งที่ 2.  ยกทัพไปตีลังกาครั้งนี้อยู่ในระหว่าง พ.ศ. 1801 – พ.ศ. 1803 หรือในราว พ.ศ. 1795 นักประวัติศาสตร์บางท่านมีความเห็นว่า ในการรบครั้งนี้พระองค์มิได้กรีฑาทัพไปโดยพระองค์เอง แต่มอบหมายให้ราชโอรสพร้อมด้วยนายพลคนสำคัญไปรบแทน การไปรบลังกาในครั้งหลังนี้พระเจ้าจันทนภาณุ ได้รับความช่วยเหลือจากทหารชาวทมิฬโจฬะ และพวกปาณฑย์ ซึ่งเป็นศัตรูกับชาวลังกามาแต่โบราณ และได้ยกพลขึ้นบกที่มหาติตถะ ทางฝ่ายนครศรีธรรมราช มีเจ้าชายวีรพาหุเป็นแม่ทัพในระยะแรกฝ่ายพระเจ้าจันทรภาณุมีชัยชนะในการรบ แต่ระยะหลังกองทัพของพวกปาณฑ์เกิดกลับใจไปร่วมรบกับพวกลังกาตีพวกโจฬะแตกพ่าย ทำให้ทัพของพระเจ้าจันทรภาณุถูกล้อม มีนักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ แต่บางท่านบอกว่าพระองค์เสด็จกลับมาได้และอยู่ต่อมาอีกหลายปีจึงสิ้นพระชนม์แต่ยังไงก็ตามการทำสงครามกับลังกาทำให้อาณาจักรเกิดความมั่นคงมากขึ้นและได้บุคลากรมามากมายทำให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วรวมทั้งพระพุทธศาสนาก็ถูกฟื้นขึ้นมาในช่วงนี้    

ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช

ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เป็นราชวงศ์หนึ่ง ของสยามประเทศที่เคยมีอำนาจปกครอง อาณาจักรศรีธรรมาราช ซึ่งปกครองเมืองใหญ่ต่างๆ ในคาบสมุทรมลายู จำนวน 12 เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร เมื่อสมัยสุโขทัยเรืองอำนาจ เป็นอาณาจักรไทยทางภาคเหนือและภาคกลาง อาณาจักรศรีธรรมาราช ก็มีอำนาจรุ่งเรืองทางภาคใต้ อาณาจักรศรีธรรมาราชเป็นมิตรที่ดีต่ออาณาจักรสุโขทัย มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา มีการส่งพระสงฆ์ไปยังอาณาจักรสุโขทัย เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า อาณาจักรศรีธรรมาราชยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับอาณาจักรสุโขทัย ราชวงศ์พระร่วง เริ่มสถาปนา พ.ศ. 1792 – 1981 มีราชไมตรีต่อกันมาถึงอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชธานีกรุงอยุธยาศรีรามเทพนครอาณาจักรศรีธรรมาราช ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เมืองนครศรีธรรมราช เริ่มสถาปนา พ.ศ. 1830 สานสายสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย ราชวงศ์พระร่วง เมืองศรีสัชนาลัย พ.ศ. 1792 ในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 สมเด็จพระไชยราชาธิราช ราชวงศ์สุพรรณภูมิ โดยสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า ทรงมีพระราชบิดา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ราชวงศ์พระร่วง พระราชมารดา ราชวงศ์สุพรรณภูมิสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้าพระองค์มีพระมเหสี 3 พระองค์ มีตำแหน่ง… Read More ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช

การปกครองวัฒนธรรม

ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชคงจะได้พิจารณาเห็นแล้วว่า  แนวคิดในการสร้างบ้านแปงเมืองตามแบบเดิมซึ่งเป็นคติของศาสนาพราหมณ์  น่าจะมีจุดอ่อนในเรื่องการกระจุกตัวของชุมชน  ประกอบกับมีข้อจำกัดจากสภาพภูมิประเทศของดินแดนในคาบสมุทร  ซึ่งไม่สามารถขยายหรือพัฒนาพื้นที่เพื่อการเกษตรที่กว้างขวางและมั่นคงได้  อย่างไรก็ดี  ดินแดนแถบนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมหรือจุดแวะพักของเรือสินค้า ที่สำคัญ  ที่เดินระหว่างดินแดนตอนใต้ของจีนกับดินแดนฝั่งตะวันตกของทะเลแดงและอินเดีย ตอนใต้  ลักษณะเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความได้เปรียบในเรื่องการค้างทางทะเลกับรัฐภาย นอก  รวมทั้งได้เปรียบตรงที่มีทรัพยากรธรรมชาติด้านเหมืองแร่และผลิตผลจากป่ามาก  ภายใต้สภาพแวดล้อมและพื้นฐานทางเศรษฐกิจการค้าดังกล่าว  ชุมชนซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลที่เป็นสถานีการค้ากับชุมชนที่ห่างจากชาย ฝั่งเข้าไปในดินแดนภายในจะสามารถอาศัยความผูกพันทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์  กับความชำนาญเฉพาะในการผลิตมาสร้างโอกาสในการแสวงหารายได้จากจำหน่ายหรือแลก เปลี่ยนสินค้ากับต่างชาติได้มากกว่าการผลิตแบบเดิม  จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ระบบการผลิตทางการเกษตรกรรมในภูมิภาคนี้  ได้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีผลิตไปจากเดิม  ซึ่งเคยใช้วิธีปลูกข้าวไร่ตามที่ลาดไหล่เขา  โดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก  มาเป็นการปลูกข้าวแบบทดน้ำการปลูกข้าวแบบทดน้ำนี้  สุเทพ  สุนทรเภสัช  ให้ความเห็นว่า  เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวิทยาดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง  เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นใหม่  กล่าวคือหลังจากแผ้วถางที่ทางด้วยวิธีทำไร่แบบโค่นเผาแล้ว  ต้องกำจัดตอและสิ่งกีดขวาง  ต่าง ๆ ออกไปให้หมด  พื้นที่ปลูกต้องถูกปรับให้ได้ระดับโดยสร้างคันดินไว้รอบ  เพื่อให้น้ำขังอยู่ได้ตลอดเวลาที่ข้าวกำลังเติบโต  ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้เอง  ระบบนิเวศวิทยาจึงถูกเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสำหรับปลูกพืชชนิดเดียวคือข้าวที่ ติดต่อกันทุกปี  

ความสัมพันธ์กับอาณาจักรทางเหนือ

เมื่อสมัยสุโขทัยเรืองอำนาจ ของอาณาจักรไทยทางภาคเหนือและภาคกลาง อาณาจักรนครศรีธรรมราช เองก็มีอำนาจรุ่งเรืองในภาคใต้ อาณาจักรนครศรีธรรมราชเป็นมิตรที่ดีต่ออาณาจักรสุโขทัย มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา มีส่งพระสงฆ์ไปยังอาณาจักรสุโขทัย เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ยังไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า อาณาจักรนครศรีธรรมราชยอมเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่ในสมัยใด แต่จากการสันนิษฐานคาดว่า อาณาจักรนครศรีธรรมราชคงเป็นประเทศราชของอโยธยาและสุโขทัยตามลำดับมาตั้งแต่ ประกาศเอกราชจากศรีวิชัย เนื่องจากประวัติศาสตร์ของสองนครนั้นกล่าวว่านครศรีธรรมราชเป็นประเทศราชของ ตนในช่วงต่อเนื่องกันพอดี และต่อมาคงได้มีเอกราชอยู่สักระยะหนึ่ง จึงเข้ามาเป็นประเทศราชของอาณาจักรไทยอีกครั้งในสมัยอาณาจักรอยุธยาในประมาณ ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ปรากฏในหลักฐานที่เด่นชัดที่สุดคือในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชพระองค์มี พระมเหสี 4 พระองค์ หนึ่งในนั้นคือพระมเหสีจากราชวงศ์ศรีธรรมาโศก ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่นิยมปฏิบัติในสมัยโบราณ ที่จะให้อาณาจักรของตน มีความสัมพันธ์กับกับอีกราชอาณาจักรหนึ่ง เพื่อเป็นมิตรกันจะได้เกื้อหนุน ช่วยเหลือกันซึ่งตอนนั้นเนื่องจากประชากรยังไม่มากแคว้นทุกแคว้นจะไม่นิยมทำสงครามแยกอาณาเขตแต่จะผลัดกันเป็นใหญ่เลือกจากความสามารถของกษัตริย์ผู้ครองแคว้นหรืออาณาจักรเพราะแต่ก่อนที่จะเป็นเอกราชเมืองเหล้านี้เคยเป็นเมืองในการปกครองของทวารวดีและขอมมาก่อนทำให้ความชอบทำขึ้นอยู่กับผู้นำอาณาจักรนครศรีธรรมราชรุ่งเรืองอยู่ได้ในพุทธศตวรรษที่ 18 และ 19 โดยอาจเป็นประเทศราชของอโยธยาและสุโขทัยตามลำดับก็ตาม แต่ก็คงมีช่วงที่เป็นเอกราช สร้างสรรค์วัฒนธรรมที่เรียกว่า ไทยถิ่นใต้”ตามเขตแดนปัจจุบันนั่นเอง  

เมืองใต้ปกครอง 12 เมืองนักษัตร

ด้วยระบบการปกครองแบบ ธรรมราชา ส่งผลให้พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชมีเมืองบริวาร 12 เมือง  เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร แต่ละเมืองกำหนดให้ใช้สัตว์เป็นตราเมืองดังนี้ เมืองสายบุรี ใช้ตราหนู  (ชวด) เมืองสายปัตตานี ใช้ตราวัว  (ฉลู) เมืองกะลันตัน ใช้ตราเสือ  (ขาล) เมืองปะหัง  ใช้ตรากระต่าย  (เถาะ) เมืองไทรบุรี ใช้ตรางูใหญ่  (มะโรง) เมืองพัทลุง ใช้ตรางูเล็ก  (มะเส็ง) เมืองตรัง ใช้ตราม้า  (มะเมีย) เมืองชุมพร ใช้ตราแพะ  (มะแม) เมืองบันทายเสมอ ใช้ตราลิง  (วอก) เมืองสะอุเลา ใช้ตราไก่  (ระกา) เมืองตะกั่วถลาง ใช้ตราหมา  (จอ) เมืองกระ ใช้ตราหมู  (กุน) ส่วนในทางศาสนจักร ได้สร้างสิ่งสำคัญคือสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขึ้นตามแบบศิลปะลังกา คือทรงระฆังคว่ำ พระบรมธาตุเจดีย์ที่สร้างขึ้นนี้ ตามตำนานเล่าว่ามีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ ทั้งนี้โดยมีหน่อเนื้อกษัตริย์สององค์คือพระเหมชาลา (พี่สาว) และพระทนทกุมาร (น้อยชาย) เป็นผู้อัญเชิญมาจากเมืองทนทบุรีในอินเดียตอนใต้มาฝังอยู่ ณ… Read More เมืองใต้ปกครอง 12 เมืองนักษัตร

ความเป็นมาและอาณาจักรก่อนหน้า

ช่วงเวลาของ อาณาจักรตามพรลิงค์ เริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8  จนถึงที่ 17  ในเวลานั้นที่สภาพที่ตั้งของตามพรลิงค์มีสภาพเหมาะแก่การค้าทางทะเลกว่า ชุมชนอื่น  เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้  เวลานั้นชาวจีนและชาวอินเดียที่นิยมติดต่อค้าขายและเผยแผ่ศาสนาได้แวะพักหลบ มรสุมที่ดินแดนแห่งนี้  เป็นผลให้วัฒนธรรมอินเดียเข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ไปโดยปริยาย  ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 8 เป็นต้นมา มีร่องรอยความแพร่กระจายของศิลปวัตถุเนื่องในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย และลัทธิไศวนิกายมีปรากฏร่องรอยให้เห็นชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลาปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นหลักฐานศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยซึ่งมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ก็ปรากฏตัวอักษรอยู่ อักษรปัลลวะ อันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลภาษาสันสกฤตและศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามามากพอควรแล้ว จนเป็นที่รู้จักในชื่อแคว้น ตามพรลิงค์ คาดหมาว่ามีแหล่งการค้าขายของชุมชนอยู่ที่ บ้านท่าเรือตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ตามพรลิงค์เจริญเติบโตมาโดยลำดับในฐานะเป็นชุมชนริมทะเล พัฒนามาเป็นสถานีการค้าที่อยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นเมืองท่าแห่งคาบสมุทรไทยหรือแหลมมลายู จนกระทั่งถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 แคว้นตามพรลิงค์และเมืองท่าหลายแห่งในแหลมมลายูทะเลใต้ก็ถูกกองทัพของ ราเชนทร์โจฬะโจมตีจนเสียหายยับเยิน นับแต่นั้นมาแคว้นตามพรลิงค์ก็ค่อยหมดบทบาทลงส่งผลให้อิทธิเขมรได้เข้ามา ครอบคลุมดินแดนแถบนี้แทนอิทธิพลอินเดียอยู่ระยะหนึ่ง ชุมชนเดิมที่กระจายอยู่ในแคว้นตามพรลิงค์ก็เริ่มหมดความสำคัญลงตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมสลายของแคว้นตามพรลิงค์ตามไปด้วย